อำพลฟูดส์เพื่อเกษตรกร

 

 

     จากภาวะความแห้งแล้ง สู่วิกฤติการสูญพันธุ์ของมะพร้าวไทย

 

 

 

           จากประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวชั้นนำของโลก กำลังกลายเป็นประเทศที่ต้องนำเข้ามะพร้าว มหันตภัยร้ายที่กำลังคุกคามเกษตรกรไทยผู้ปลูกมะพร้าว  หากปล่อยต่อไปอนาคตข้างหน้าอาจจะต้องนำเข้ามะพร้าว 100 เปอร์เซ็นต์

 

 

 

 

               เป็นเวลากว่า 4 ปีที่ภัยแล้งกำลังถาโถมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  พื้นที่ปลูกมะพร้าวแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างต่อเนื่อง  เดือนกันยายน 2553 ที่ผ่านมาแสดงผลอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ปลูกมะพร้าว กว่า 4 แสนไร่ จาก2.5 ล้านไร่ของประเทศกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก
         
                มะพร้าว เป็นพืชที่สามารถปลูกในทุกภาค แต่ปลูกได้ดีในสภาพดินเป็นกลาง ลักษณะดินร่วนปนทราย มีฝนกระจายสม่ำเสมอทั้งปี แต่ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกสม่ำเสมอ  กลับกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ฝนไม่ตก ไม่มีการทำฝนเทียมในพื้นที่นี้ รวมไปถึงน้ำชลประทานแห้งเดือดจนแทบไม่เหลือ แม้กระทั่งภายในเขื่อนช่องลม อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ น้ำแห้งจนเห็นสันเขื่อน นับเป็นความแห้งแล้งในพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง
 
 
 
 
 
 
             จากปัญหาความแห้งแล้งนำไปสู่ความอ่อนแอของต้นมะพร้าว และการเข้าทำลายของแมลงศัตรูมะพร้าวอย่างแมลง  ดำหนาม และแมลงหนอนหัวดำ ทุกวันนี้ต้นมะพร้าวภายในอำเภอทับสะแก ล้มตายเป็นจำนวนมาก ใบมะพร้าวจากสีเขียวก็กลายเป็นสีน้ำตาล ลุงล้วน เกษตรกรตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  กล่าวถึงวิกฤติปัญหาแมลงว่า  “ผลผลิตมะพร้าวของที่สวนลดลงจำนวนมาก จากเดิมเคย เก็บผลผลิตได้ 70,000 ลูก แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 8,000 กว่าลูกเท่านั้น เกษตรกรในพื้นที่เดียวกันหลายรายต้องหมดตัว จากปัญหาที่แมลงเข้าทำลายใบมะพร้าวกว่า 5 เดือนมาแล้ว”
 
            มะพร้าวในปัจจุบันกลายเป็นผลไม้หายากอันดับต้น ราคาในท้องตลาดดีดตัวทะลุถึง 20 – 30 บาท ต่อลูก  ในส่วนมะพร้าวกะทิราคาไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของมะพร้าวไทย คาดว่าหากาภวะการณ์นี้ยังคงดำเนินต่อไปอีกไม่นานอาหารไทยคงจะปราศจากกะทิ มะพร้าวน้ำหอมก็จะไม่มีให้เห็นกันอีกต่อไป
 
            ดร.เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด ผู้ผลิตกะทิสำเร็จรูปตราชาวเกาะ กล่าวว่า “ผลผลิตมะพร้าวที่บริษัทนำมาผลิตกะทิจากเดิมเคยนำเข้ามาในโรงงานครั้งละ 150 ตัน ตอนนี้เหลือเพียง 60-70  เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้ไม่เพียงพอต่อการผลิตของบริษัท ในขณะเดียวกันผู้บริโภคมีความต้องการกะทิเพื่อบริโภคสูง แต่การผลิตกลับไม่ได้จำนวนตามที่ต้องการ
 
           “บริษัทรับภาระขาดทุนมาโดยตลอดตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ไม่สามารถขึ้นราคาได้ทั้งที่ต้นทุนของมะพร้าวกะทิขึ้นจากราคา 7-8 บาท มาอยู่ที่ 20 บาทแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการผลิต ต้องมีการนำเข้ามะพร้าวกะทิจากประเทศอินโดนีเซียเข้ามาเพื่อผลิตอีกทางหนึ่ง” ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว
 
 
 
 
    
 
             จากปัญหาดังกล่าว ศูนย์วิจัยควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีวินท์แห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สมาคมชาวสวนมะพร้าวแห่งประเทศไทย และบริษัทอำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด ได้เล็งเห็นถึงปัญหาสำคัญดังกล่าว จึงร่วมมือกันให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยการใช้ศัตรูธรรมชาติในการควบคุมแมลงศัตรูมะพร้าว
 
 
 
 
             รศ.ดร.วิวัฒน์ เสือสะอาด ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ  และอาจารย์มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “จากการลงพื้นที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเกษตรกรไม่ทราบถึงประโชยน์ของการใช้ศัตรูธรรมชาติ อย่างตัวห้ำ ตัวเบียน ในการควบคุมแมลงศัตรูมะพร้าว แต่เมื่อการใช้สารเคมีไม่ได้ช่วยให้มะพร้าวที่ปลูกสามารถต่อต้านแมลงศัตรูดังกล่าว ทำให้เกษตรกรให้ความสนใจและร่วมเรียนรู้การใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมแมลงศัตรูมะพร้าวอีกทั้งก่อนหน้าการอบรมรณรงค์การใช้ศัตรูธรรมชาติในการควบคุมศัตรูแมลงศัตรูมะพร้าว ทีมงานวิจัยของศูนย์วิจัยควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีวินท์แห่งชาติ ได้ลงพื้นที่เพื่อทดลองใช้แมลงตัวห้ำและตัวเบียน รวมทั้งราขาวในการควบคุมแมลงศัตรูมะพร้าว ซึ่งให้ผลดีจากต้นมะพร้าวที่กำลังถูกแมลงศัตรูมะพร้าวเข้าทำลาย จนใบเขียวเหลือน้อยเต็มที ก็ปรากฏใบเขียวงอกขึ้นใหม่”
          ไม่เพียงมะพร้าวที่จะมีปัญหาการเข้าทำลายของแมลงดำหนาม และแมลงหนอนหัวดำ เท่านั้นในขณะนี้พืชตระกูลเดียวกันอย่าง ปาล์มน้ำมันก็เริ่มมีปัญหาเช่นเดียวกันจากแมลงดังกล่าว หากภาครัฐยังคงปล่อยภาวะนี้ต่อไปมะพร้าวไทยอาจจะสูญพันธุ์ในอีกไม่ช้านี้อย่างแน่นอน  
 
 
 
แมลงศัตรูพืช
ดาวน์โหลด!!  เอกสารอบรมการใช้แมลงในการปราบศัตรูพืช มะพร้าว